ข้อมูลจากเว็บไซต์ด้านความปลอดภัยฉุกเฉิน Mira Safety และการวิเคราะห์สถานการณ์โลกหลังการรุกรานยูเครนระบุว่า ความตึงเครียดทางการเมืองได้ข้ามเส้นแบ่งความปลอดภัยมาแล้ว โดยมีการจัดอันดับประเทศที่เป็นเป้าหมายโจมตีหลักและพื้นที่เสี่ยงสูงหากสงครามโลกครั้งที่ 3 ปะทุขึ้น ดังนี้
- สหรัฐอเมริกา (อันดับ 1): เป้าหมายยุทธศาสตร์เบอร์หนึ่ง โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง วอชิงตัน ดีซี, นิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส
- รัสเซีย (อันดับ 2): ในฐานะมหาอำนาจนิวเคลียร์ มอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคือจุดเสี่ยงถูกโจมตีโต้กลับสูงสุด
- จีน (อันดับ 3): มหาอำนาจเอเชียที่มีปมขัดแย้งเรื่องไต้หวัน ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุสำคัญของสงครามครั้งใหญ่
- กลุ่มประเทศนาโต (ยุโรป): ยูเครน, เยอรมนี, อังกฤษ, ฝรั่งเศส และโปแลนด์ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะอยู่ใกล้แนวรบยุโรปตะวันออก
- จุดร้อน (Hotspots): ไต้หวัน, เกาหลีเหนือ และภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นพื้นที่ที่มีการเผชิญหน้าทางทหารสะสม
วิเคราะห์ทำไม สหรัฐฯ-รัสเซีย-จีน จึงเป็นสมรภูมิที่อันตรายที่สุด
สหรัฐอเมริกาถูกจัดให้เป็นเป้าหมายอันดับ 1 เนื่องจากเป็นแกนนำหลักของนาโต (NATO) หากเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ เมืองศูนย์กลางอำนาจและฐานทัพสำคัญอย่าง ชิคาโก, ฮิวสตัน และซานฟรานซิสโก จะตกอยู่ในรัศมีทำลายล้างทันทีตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ขั้วอำนาจโลกเริ่มแบ่งฝ่ายชัดเจนขึ้น
ในขณะที่ฟากยุโรป โดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ส่งสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “อันตรายยิ่งกว่าที่เคย” โดยประเทศอย่าง เยอรมนี และอังกฤษ ซึ่งเป็นฐานสนับสนุนหลักให้แก่ยูเครน กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายรองลงมาจากการรบในสมรภูมิหลัก ส่วนทางเอเชีย จีนยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่โลกจับตามอง เพราะความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันอาจดึงมหาอำนาจจากทุกทวีปเข้าสู่สงครามโดยตรง
สำหรับภูมิภาคตะวันออกกลางและคาบสมุทรเกาหลี แม้จะไม่ใช่ต้นเรื่องหลักของสงครามยูเครน แต่ความตึงเครียดที่สะสมมานานทำให้พื้นที่เหล่านี้พร้อมจะปะทุเป็นแนวรบใหม่ได้ทุกเมื่อ หากระบบระเบียบโลกพังทลายลงจากสงครามครั้งที่ 3 ทำให้ 10 อันดับที่กล่าวมา กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเริ่มมองหาแผนสำรองในการย้ายถิ่นฐานเพื่อความปลอดภัย
สรุปภาพรวมความปลอดภัยโลก
สถานการณ์ สงครามโลกครั้งที่ 3 ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่เป็นความเสี่ยงที่จับต้องได้ โดยมีสหรัฐฯ และรัสเซียเป็นศูนย์กลางความอันตราย อย่างไรก็ตาม ยังมีประเทศที่ถูกมองว่าเป็น “Safe Zone” หรือปลอดภัยที่สุดอย่าง สวิตเซอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์ และอาร์เจนตินา เนื่องจากความเป็นกลางทางการเมืองและตำแหน่งที่ตั้งที่ห่างไกลจากเป้าหมายทางยุทธศาสตร์หลัก